เก๋าด้วยวิทย์! "เพชรทนง เพชรเฟอร์กัส" ในวัย 41 ปี กับบทเรียนช็อกหัวใจ เมื่อวิทยาศาสตร์การกีฬาสำคัญกว่าความดุดัน
แม้จะเพิ่งผ่านไฟต์ที่แฟนมวยทั่วโลกต่างยกย่องในความเป็นยอดนักคิกบอกซิ่งระดับตำนาน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ประโยคแรกที่ "พี่เพชร" เพชรทนง เพชรเฟอร์กัส เอ่ยปากกับสื่อมวลชนในห้องสัมภาษณ์กลับไม่ใช่คำฉลองชัยชนะ แต่เป็นคำสารภาพตรงๆ ว่า "ยอมรับตามตรงว่า ชกได้ไม่ดีเลย"
ในวัย 41 ปี เพชรทนง สัมผัสได้ถึงความเชื่องช้า ความอืด และความดุดันที่หายไป ซึ่งชนวนเหตุสำคัญมาจากการต้องรีดน้ำหนักถึง 13 กิโลกรัม ภายในเวลาเพียงเดือนครึ่ง ส่งผลให้ระบบดูดซึมอาหารและกลไกการฟื้นตัวของร่างกายรวนอย่างหนัก ระหว่างชก อัตราการเต้นของหัวใจ พุ่งทะยานสูงจนแตะระดับอันตราย ทำให้เขาต้องตัดสินใจเปลี่ยนแผนกลางคัน หันมาประคองเกมเพื่อคว้าชัยชนะด้วยคะแนนแทน
สิ่งที่แยก เพชรทนง ออกจากนักมวยทั่วไปคือ "ความเชี่ยวชาญในการอ่านสัญญาณร่างกาย" ในขณะที่นักมวยส่วนใหญ่เมื่อเริ่มหมดแรง มักจะเลือกเดินแลก เร่งเกม หรือใช้สิ่งยึดเหนี่ยวเป็นอารมณ์และหัวจิตหัวใจ แต่สำหรับเพชรทนง เขากลับเลือกวิเคราะห์ข้อมูลสดๆ จากร่างกายตัวเอง ณ วินาทีนั้น แล้วปรับเปลี่ยนสไตล์การชกทันทีเพื่อความปลอดภัยและการันตีชัยชนะ
เพชรทนง ถือเป็นหนึ่งในไอคอนผู้นำเทรนด์ "วิทยาศาสตร์การกีฬา" มาใช้ในวงการมวยไทยอย่างจริงจังที่สุด เขาไม่ได้มองว่าการซ้อมคือการใช้แรงงานทาส แต่เขาหมกมุ่นและศึกษาลึกซึ้งทั้งเรื่องโภชนาการ, ระบบหัวใจ, กล้ามเนื้อ และการจัดการพลังงาน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เป็นคนรักการศึกษา โดยเขาจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อยอดระดับปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี พร้อมทั้งนำประสบการณ์ระบบเทรนนิ่งระดับสากลสมัยที่ไปซ้อมและเป็นโค้ชที่ออสเตรเลียมาปรับใช้
ด้วยการใช้ระบบนำทางแทนอารมณ์ ทำให้เพชรทนงยืนระยะได้อย่างน่าเหลือเชื่อ คว้าแชมป์มาครองถึง 16 เส้น รวมถึงแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง ในวัย 37 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่นักมวยไทยส่วนใหญ่สภาพร่างกายเริ่มถอยหลังแล้ว ปัจจุบันความเชี่ยวชาญของเขาขยายวงกว้างจนกลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักมวยระดับโลก เช่น การเป็นผู้พิจารณาวางระบบซ้อมและโภชนาการให้ ซุปเปอร์บอน รวมถึงได้รับการแต่งตั้งจากสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ให้เป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาของทีมชาติไทยอีกด้วย
บทเรียนจากไฟต์ล่าสุดทำให้เพชรทนงยอมรับความจริงของธรรมชาติ แผนการต่อไปคือการขยับพิกัดรุ่นขึ้นไปชกในเวท 70 กิโลกรัม เพื่อลดภาระการตัดน้ำหนัก และปล่อยให้ร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะใช้เวลาทดลอง 3-4 เดือน หากร่างกายตอบสนองดีก็จะไปต่อ แต่ถ้าไม่ดีขึ้น เขาก็พร้อมที่จะทบทวนอนาคตบนผืนผ้าใบอย่างไม่ดื้อดึง ซึ่งปัจจุบันเขาก็เริ่มส่งต่อบทบาทและองค์ความรู้ให้รุ่นน้องในค่ายอย่าง แรมโบ้เล็ก บ้างแล้ว
ไฟต์ล่าสุดของ เพชรทนง อาจไม่ได้ดูดุดันหรือสะใจสายโหด แต่มันคือตำราเล่มฉบับจริงที่แสดงให้เห็นว่า วงการมวยไทยยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ยุคของการซ้อมหนักแบบบ้าพลังโดยไม่สนสภาพร่างกายกำลังจะหมดไป และถูกแทนที่ด้วยยุคแห่งการ "อ่านข้อมูลร่างกายให้ขาด"
เพชรทนง อาจไม่ได้หนุ่มแน่นหรือรวดเร็วเหมือนเก่า แต่ตราบใดที่เขาเข้าใจร่างกายตัวเองมากกว่าใคร เขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในนักชกที่อันตรายที่สุดบนเวทีระดับโลกอยู่ดี
[ เกร็ดมวย เซียนมวย ]
-
เพชรทนง เพชรเฟอร์กัส มีชื่อจริงว่า “ชินพรรธน์ อธิชัยวนานนท์” และชื่อเล่นว่า “เพชร” เป็นชาวจังหวัดอุดรธานี เริ่มฝึกฝนมวยไทยครั้งแรกตอนอายุ 8 ขวบ จนกระทั่งอายุ 12 ปี เจ้าตัวได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อไล่ตามความฝันในการเป็นนักมวยไทยอาชีพ
ข่าวอื่น ๆ
ผลมวยวันนี้ “ดอกไม้ไฟ” บวกหมัดได้นับ! ก่อนชนะแต้ม “มนต์พระราม” ป้องกันแชมป์ไว้ได้
ผลมวยศึกมวยไทย 7 สี ประจำวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569
ผลมวยวันนี้ “รักแสนสุข” ดักแทงสับศอก! ปิดเกมน็อค “เพชรชยุตฆ์” ยก 3
ชนะจนได้เลือด! "ฉลามชล" เคลียร์ดราม่าคว้าแชมป์ราชดำเนิน ก่อนหามส่ง รพ.
วัย 41 แค่ตัวเลข! "เพชรทนง" ใช้พิสูจน์วิทย์การกีฬา สยบความดุดันบนเวที
"ซุปเปอร์บอน" ซัด "อับดุลลา" ไร้สปิริต ชี้ "ซุปเปอร์เล็ก" โคตรสุดยอดแล้ว
วีรบุรุษนอกสังเวียน! สตาร์ MMA จมน้ำดับ หลังโดดช่วยเด็ก 4 คนรอดชีวิต
ผลมวยศึกมวยดีวิถีไทย ประจำวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569
ผลมวยวันนี้ “เหนือธรณี” ใช้ลูกขยันสอยเข่าวงใน! เอาชนะคะแนน “คชสาร” ไปแบบขาดลอย